ความพยายามที่มีความหมาย

หลังจากเกมดาร์บี้ แมตช์ ลอนดอนเหนือ ระหว่าง “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กับ “ไอปืนใหญ่” อาร์เซน่อล จบลงไปด้วยผลเสมอกันไป 2-2 จุดที่น่าเสียดายสำหรับเจ้าบ้านก็คือ ทีมเยือนอริดันเหลือ 10 คน และพวกเขาเองก็มีสกอร์นำอยู่ 2-1 แต่ดันปิดเกมไม่ได้ทั้งๆที่ได้เปรียบด้านตัวผู้เล่นที่มีมากกว่า เป็นโอกาสทองยิ่งกว่าทองที่จะสยบคู่แค้นคู่อาฆาต พร้อมกับถีบให้ปืนใหญ่หมดลุ้นแชมป์ทันที แม้ว่าทางทฤษฎีผู้มาเยือนจะยังทำได้ แต่ทางปฏิบัตยากมากเพราะนอกจากจะต้องชนะในทุกนัดที่เหลือ ยังต้องลุ้นให้ทีมที่เหนือกว่าตัวเองเล่นผิดพลาดกันเองอีกด้วย เหมือนลุ้นให้ได้ 2 เด้งในทุกตาที่เล่นไพ่ก็ไม่ปาน แต่ทางกลับกันเมื่อผลคู่นี้ออกมาทีมที่ยิ้มแก้มปริที่สุดก็คือ “สุนัขจิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ที่สามารถเอาชนะทีมคู่แข่งได้ 1-0 พร้อมหนีห่างอันดับ 2 อย่างสเปอร์สไปไกลขึ้นเรื่อยๆถึง 5 คะแนนเข้าไปแล้ว งานนี้ผู้ตามทั้งสองทีมคงจะพลาดไม่ได้อีก หากยังอยากลุ้นแชมป์จนแมตช์สุดท้ายต่อไป

กลับมาเข้าเรื่องของ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กันต่อ พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จากเกมที่โดนนำไปก่อนสามารถพลิกกลับมาแซงและมีคะแนนกลับมาได้ คุณภาพด้านจิตใจล้วนๆถึงจะทำแบบนี้ได้ เนื่องจากสเปอร์สในวันวานที่เราคุ้นเคยจะนุ่มนิ่มกว่านี้เยอะ โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ ต่างจากนักเตะหนุ่มกระทงชุดนี้ที่ห้าวเหลือเกิน ตอนนี้พวกเขาเป็นทีมที่โดนนำไปก่อน แต่พลิกกลับมามีคะแนนได้ 18 แต้ม จากที่ต้องได้ศูนย์คะแนน เป็นการพลิกชีวิตที่น่าเหลือเชื่อ ลองคิดเล่นๆว่าหากไม่ได้คะแนนเหล่านี้มา อันดับในตอนนี้คงดูไม่จืดเลยทีเดียว ทั้งนี้ต้องผ่านการติวเข้มจากผู้จัดการทีม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เป็นอย่างดี ต้องไว้ใจซึ้งกันและทั้งตัวนักเตะและกุนซือ อารมณ์ตอนนี้สัมผัสถึงความกระหายและไม่เกรงกลัวใครของไก่วัยหนุ่มชุดนี้ คล้ายคลึงกลับเด็กนรกที่เซอร์อเล็กซ์เคยพาแมนยูฯยิ่งใหญ่และปั้นจนเป็นดาวดังประดับวงการกีฬาฟุตบอลมาแล้วนักต่อนัก

แต่เมื่อมีข้อดีก็ย่อมจะมีข้อเสีย โดยเฉพาะเกมนี้จะเห็นได้ชัดมาก เนื่องจากด้วยความหนุ่มแน่นจึงขาดประสบการณ์ และความนิ่งที่จะสยบคู่แข่งในสภาพที่กดดัน เพราะตอนโดนนำและฝ่ายตรงข้ามโดนใบแดงเหลือ 10 คน นักเตะเจ้าบ้านเร่งเครื่องไล่บี้กันอย่างเต็มที่ และยิงทุกครั้งที่มีโอกาส และหลายครั้งมันกลายเป็นเสียของไปซะอย่างนั้น ในทางกลับกันหากเป็นทีมชุดเทพของท่านเซอร์อเล็กซ์ คงจะค่อยๆนวดค่อยๆเจาะ เมื่อมีโอกาสจริงๆค่อยยิงเพื่อหวังประสิทธิภาพให้มากที่สุด ซึ่งเวลาที่ได้เปรียบมีถึง 35 นาที ไม่ใช้เหลือ 5 นาทีสุดท้าย และด้วยโปรแกรมที่เตะติดต่อกัน นักเตะทีมเยือนโดนนวดไปเรื่อยๆจะยุบให้เห็นอย่างแน่นอน และเมื่อเจาะได้ในสภาพทีมฝั่งตรงข้ามบอบซ้ำแล้วนั้น ประตูต่อมาคงไหลมาเทมา ประสบการณ์ตรงนี้ ไก่กระทงชุดนี้ยังไม่มี รวมถึงตัวผู้จัดการทีมเองด้วย

อีกข้อนึงที่ต้องรีบแก้ไขเลยก็คือความเฉียบคม หากวัดจากสถิติโอกาสในการทำประตูของสเปอร์ส พวกเขาสามารถครองอันดับ 5 ขอยุโรปได้ โดยเป็นรองแค่ บาเยิร์น มิวนิค, บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งแต่ละทีมความดุร้ายและการไล่ถล่มคู่แข่งทุกท่านคงเข้าใจเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่กลับไก่เดือยทองมันแตกต่างกัน พวกเขามีโอกาสยิงมากมาย แต่เปลี่ยนเป็นประตูได้เพียง 51 ลูกในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ มองว่ามันน้อยเกินไป เพราะขอดีของพวกคือความเหนียวแน่น หากทำประตูได้มากกว่านี้ซัก 10 ประตู ตอนนี้พวกเขาน่าจะครอบครองจ่าฝูงไปแล้ว ตรงจุดนี้โทษใครไม่ได้ เมื่อพวกเขามีหน้าเป้าอาชีพและตัวความหวังแค่ แฮร์รี่ เคน คนเดียว จริงอยู่ที่เขาเล่นได้ดี แต่ก็ไม่สามารถจะแสดงเพลงแข้งขั้นเทพได้ทุกนัด เพราะฉะนั้นต้องหาคนมาแบ่งเบาภาระของเขา จริงอยู่ที่นักเตะไก่รายอื่นๆทยอยทำประตูกันได้แทบจะทุกคน หากมองในมุมกลับกันละครับ ถ้าวันไหนที่เคนเล่นไม่ออก แต่ทีมน้องไก่มีกองหน้าเป้ามืออาชีพลงมาช่วยทำประตูหรือปั่นป่วนคู่แข่ง แค่ยิงได้ 10 ลูกต่อ 1 ฤดูกาลก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะพาน้องไก่ทะยานฟ้าไปไกลกว่ารองจ่าฝูง

อีกจุดนึงที่ทุกคนอาจจะมองไม่ค่อยเห็น แนวรุกไก่ชุดนี้มีทักษะที่ดีและการต่อเกมที่ไหลลื่นสุดๆ ส่วนที่ขาดไปก็คือความเร็วในการฉีกแนวรับคู่ต่อสู่ จะเห็นได้ว่า 11 ตัวจริงไม่มีนักเตะคนไหนในแนวรุกเรา ที่วิ่งฉีกคู่แข่งขาดลอยได้เลย หากยังนึกภาพไม่ออก ลองย้อนไปดูยุคที่มี แกเร็ธ เบล, อารอน เลนน่อน ไม่ต้องเก่งเท่าเบลหรอกครับ เอาแค่วิ่งฉีกแบ็คหรือเกมรับเข้าได้ก็พอ ภายในทีมมีตัวพวกนี้อยู่แล้วอย่าง ซอน เฮือง มิน แต่น้องมินสตาร์เกาหลียังใช้เวลาในการปรับตัวอีกซักพัก เช่นเดียวกับ คลินตัน เอ็นจิเย่ หากสองคนที่ปรับตัวได้และฟิตเต็มถังทันช่วง 9 นัดที่เหลือ คงช่วยทีมได้เยอะเลยทีเดียว